รีวิว ศัลยกรรมแก้จมูก เพราะน้อยแห่งที่จะกล้ารับทำเคสเรา

Shortlink  : https://www.wonjinthailand.com/?p=4326

 

 

พิกัด : โรงพยาบาลWONJIN  ( วอนจิน ) ประเทศเกาหลีใต้

สำหรับคนที่มีปัญหาเหมือนเราคือ จมูกสั้น จมูกเล็ก เนื้อน้อย หนังน้อย ปลายทู่เชิดไม่มีเนื้อ เราเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ตรงที่เราไปทำมาค่ะ เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังต้องการหาที่ปรึกษา หรือ แก้ไข จมูก โดยเฉพาะคนที่จมูกสั้น เนื้อน้อย หนังน้อย จำพวกนี้ ( คือเราเอง ) ต้องบอกเลยว่าถือเป็นเคสที่ยาก ลำพังเสริมจมูกครั้งแรก ใช้การกรีดข้างๆรูจมูกเพื่อใส่กะดูกสังเคราะห์หรือ ซิลิโคนก็ยากอยู่แล้ว เพราะหนังน้อย หนังบาง เสี่ยงทะลุ  ยิ่งเป็นงานแก้จมูกด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เคสยากแน่นอนและซับซ้อนมาก เราเองทำจมูกครั้งแรกที่เมืองไทย กับคุณหมออะไร คลินิกอะไร จำไม่ได้ เพราะตอนนั้นยังเด็กไม่ได้สนใจ เวลาผ่านไป จมูกเจ้ากรรม ดันเชิดขึ้น เชิดขึ้นเรื่อยๆคล้ายเป็นจมูกหมู

 

สภาพจมูกก่อนไปทำที่เกาหลี (จมูกเดิม)

1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นี่จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจมาแก้จมูกที่เกาหลี เราเริ่มจากการไปปรึกษามาหลายคลินิกในไทย ทุกที่บอกเหมือนกันหมดว่า เคสจมูกสั้นเนื้อน้อยแก้ยาก  บางที่ปฎิเสธเลยไม่ทำให้ เพราะบอกว่าหนังไม่พอจะมาปิดหลังการแก้ไข บางที่บอกให้ไปยืดหนังจมูก ด้วยการดึงจมูกลงทุกวัน เป็นเวลาอย่างต่ำปีครึ่ง ทำแบบนี้จะช่วยให้หนังยืดหยุ่นๆ ยืดให้เหี่ยวๆ แบบข้อศอกก่อน แล้วค่อยกลับมาทำใหม่ ( ร้องไห้หนักมากตอนได้ยินวิธีนี้ เพิ่งเคยได้ยิน ที่นี่คุณหมอดุด้วยค่ะ พูดจาไม่ค่อยดีเยย) บางที่บอกต้องทำแบบเปิดจมูกเพื่อปรับโครงสร้างจมูกใหม่ ต้องใช้กระดูกหู แต่พอไปศึกษาในอินเทอร์เน็ต ว่าการผ่าตัดแบบเปิด ข้อผิดพลาดที่อาจเเกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง เจอเคสทำจมูกแบบเปิดที่ผิดพลาดเยอะมาก หนังหด หนังหายเข้าไป บางเคสจมูกผิดรูปหนักกว่าเดิม เสียโฉมไปเลยก็มี  ยิ่งหาข้อมูลเรายิ่งกลัว เลยตั้งใจว่าจะเลือกที่ดีๆหน่อย ขอชัวร์ แล้วแก้จมูกทีเดียว ไม่อยากเจ็บตัวอีก ก็เลยหาไปเรื่อยๆ  ด้วยความอยากรู้และไม่ค่อยขี้กลัว จึงไปดูในยูทูปว่าการผ่าตัดแบบเปิดจมูกและใช้กระดูกหูเป็นอย่างไร โหววววดูยากจริง ทุกรอยกรีด คือต้องเป๊ะมาก แล้วยิ่งเคสที่แก้ คือต้องค่อยๆเลาะของเก่าออก ทำให้ผิวหนังเราจะยิ่งบาดเจ็บและบางกว่าเดิม  หมอต้องเก่งมากๆจริงๆ จึงเข้าใจว่าทำไม หมอ ถึงบ่นว่าเคสของเรามันยากเพราะหนังเราบาง เนื้อเราน้อย

แต่เรายังไม่หมดความพยายามนะ เลยเริ่มหาข้อมูลเรื่อยๆ คลินิกไหนว่าดี หมอคนไหนว่าเก่ง ทั้งเก่งทำ เก่งแก้ หมอบางคนเก่งทำ หมอบางคนเก่งแก้ ก็ศึกษาเรื่อยมา แต่ก็มาเจอบางบทความบอกว่า ภาพรีวิว เชื่อถือไม่ได้อีก  เพราะหลายแห่ง จะจ้างคนหน้าตาดีมารีวิว ให้เลือกคลินิก ที่มี Before After  และโฟกัสที่งานแก้เลย หมอที่เก่งแก้ จะเหมาะกับสิ่งที่เราต้องการมากกว่าเพราะ งานแก้ ยากกว่างานทำใหม่หลายเท่านัก ต้องพึงระลึกข้อนี้ให้มากๆ ทำให้เราเริ่มหาข้อมูลเน้นที่งานแก้มากกว่างานทำใหม่  หาไปเรื่อยๆจนมาเจอเว็บไซต์ของ โรงพยาบาลวอนจิน ก็นั่งศึกษาดูการแก้ไขรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะจมูก ซึ่งมีเคสยากกว่าเรา บางคนเบี้ยว ยังแก้ให้กลับมาตรงได้ บางคนเนื้อจมูกหุบเข้าไปข้างในก็ยังแก้ไขโครงสร้างให้กลับมาเป็นจมูกปกติได้ เลยตัดสินใจจะนัดเข้าไปคุยเบื้องต้น และสุดท้ายก็ทำการนัดหมอ และลางานเพื่อไปแก้ไข เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ อีก 5 ปี  ยังไงก็ต้องผ่าตัดอยู่ดี เพราะจมูกจะเชิดขึ้นเรื่อยๆ อีกอย่างความสวยรอไม่ได้ 55555

******

เริ่มออกเดินทาง

เรา หม่าม้า และ แฟนน้องชาย เริ่มออกเดินทางวันที่ 7 ตอนเที่ยงคืน แต่ไฟลท์บินเดีเลย์ เลยออกจากไทยประมาณ ตีหนึ่ง แหนะ เลือกไปกับสายการบินเอเชียน่า เครื่องใหญ่มาก นั่งสบายมาก รู้สึกปลอดภัย เวลาเครื่องขึ้น และลงสุดๆ

 

ปรึกษากับคุณหมอก่อนผ่าตัด 

วันที่ 8 ตุลาคม เราสามคนถึงเกาหลีโดยไม่ติดด่านตรวจคนเข้าเมือง เราถึงสนามบินอินชอน 9 โมงกว่า แต่กว่าจะเดินทางถึงที่พักก็ปาไปเกือบเที่ยง เพราะที่เกาหลี สภาพการจราจรติดขัดไม่แพ้กรุงเทพเลยจ้า  นั่งรถไปที่พักด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ ว่าจะส่งเราถูกที่พักใช่ไหม 5555 แล้วที่พักจะเป็นอย่างไร   คือเราเลือกพักที่ Ocloud Hotel  ย่านกังนัม เพราะ ผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทย บอกว่าที่นี่ ใกล้โรงพยาบาลวอนจิน เดินไปถึงเลย ประมาณ ไม่เกิน 10  นาที ประหยัดค่าเดินทาง เพราะ เราต้องเข้ามาทำแผล ทุกๆ 3 วัน 5 วัน  7 วัน แล้วเราก็ไม่รู้หลังผ่าเราจะอยากเดินทางไกลไหม เราอาจจะเจ็บจน ไม่อยากไปไหน หรือ สภาพอาจจะไม่ควรเดินทางไหม อันนี้จินตนาการจากการทำจมูกครั้งแรกที่ไทยนะคะ เลยโอเคตามที่ผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทยแนะนำว่า โรงแรมนี้สะดวก และลูกค้าส่วนใหญ่ของวอนจินจะพักที่นี่กัน เพราะสะอาด

การมาทำศัลยกรรมของเราที่เกาหลีครั้งนี้ ต้องออกตัวก่อนว่าเราต้องเซฟค่าใช้จ่ายที่สุด เพราะเราใช้เงินเก็บตัวเองทั้งหมด เราไม่ได้ขอพ่อแม่  ฉะนั้น ห้องที่เราเลือกนอนกัน สามคน คือ ห้องที่เล็กที่สุด ราคาตกคืนละประมาน 3 พันกว่าบาท  ตอนแรกผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทย กังวลว่าจะอึดอัดไปไหม 3 คน ห้องเล็กนิดเดียว  แต่พอมาถึงที่พักห้อง 304  ห้องพักดีกว่าที่คิดเยอะเลย ให้อารมณ์เหมือนคอนโดเล็กๆมากกว่า ในห้องจะมีไมโครเวฟ ตู้เย็น ไวไฟ โต๊ะทำงาน และ โซฟาข้างเตียงอยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งนั่นกลายเป็นที่นอนของเราเองมาตลอด 14 คืนที่เกาหลี ส่วนแม่กับแฟนน้องชาย หลับสบ๊ายสบายบนเตียง

มื้อแรกที่เกาหลี คือ ร้านหมูย่าง ที่อยู่ใกล้ๆที่พัก จะได้รีบกินรีบไปโรงพยาบาลตามเวลาที่นัดปรึกษาแก้ไขจมูก พร้อมมาก ทำการบ้านมาเยอะ แค้ปภาพจมูกดาราที่ชอบมาเยอะ เตรียมอ้างอิงเต็มที่เพราะไม่รู้ว่าทรงไหนจะเข้ากับหน้ามากที่สุด รวมถึงลิสมาเลยตามที่ผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทยแนะนำคือ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และ เกลียดอะไร

พอใกล้เวลาบ่ายโมงตรง ก็เดินไปโรงพยาบาลตามแผนที่ ที่ผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทยเตรียมไว้ให้ตั้งแต่อยู่ที่ไทย ซึ่งวันนี้จะเจอล่ามคนไทยมารับไม้ต่อดูแลเราแทนผู้เชี่ยวชาญวอนจินที่ไทย และจะเป็นล่ามคนไทยที่สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชม. ล่ามคนไทยนัดไว้ให้มาเจอกันที่ชั้น 18 โหว นางพยาบาลที่วอนจินแซ่บมาก ศัลมาแล้วซะส่วนใหญ่ แต่ละมุนมาก เพิ่งจะเคยสังเกตใกล้ๆ คนเกาหลีที่ศัลแล้ว แลดูสวยละมุน คือเราไม่ใช่ติ่งเกาหลี เลยไม่เคยได้สนใจ ดารานักร้องเกาหลีเท่าไหร่  แต่ทางเดินเข้ามานั่งรอบนผนังข้างฝานี่ก็มีแต่ดาราเกาหลีชื่อดังแปะไว้เยอะอยู่  หน้าคุ้นๆกันทั้งนั้น ก็เดินมานั่งเปิดอัลบั้มเคสแก้ไขต่างๆที่โรงพยาบาลวอนจินเคยทำ ระหว่างรอเข้าห้องปรึกษา สักพักใกล้ๆกันก็เหลือบไปเห็นผังรายนามและรูปภาพของคุณหมอแปะไว้ให้ดูด้วย ก็เลยลองไล่หาชื่อคุณหมอที่เป็นคนแก้ไขปัญหาจมูกหมูเชิดๆ เนื้อหนังน๊อยน้อยของเรา เคสยากๆ จมูกเล็กๆ หนังน้อย เนื้อน้อย (แอบบอกเป็นเกร็ดความรู้สำหรับคนที่จะมาศัลยกรรมแก้ไข จุดต่างๆ ก่อนมาควรทราบชื่อคุณหมอมาก่อนนะคะ เป็นสิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจ ว่าต้องทราบก่อนมา อันนี้ คือสิ่งที่เราอ่านเจอมาจากหลายๆคนที่ตัดสินใจมาทำที่เกาหลี เพราะบางที่ มีการสลับหมอ บางเคสมาแล้ว อ่าวหมอคนนี้ไม่อยู่แล้วก็มี แต่อย่างของเราคือเข้ามาปรึกษากับวอนจินที่ไทยก่อน จะมีเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมจากเกาหลีแล้วมาประเมินเบื้องต้นให้พร้อมค่าใช้จ่ายในแต่ละเคส  โดยคลินิกอยู่ที่ เซ็นทรัลแอมบาซี่ชั้น 4 การประเมินภายนอกคือจะส่งภาพถ่ายคนไข้มุมต่างๆ เพื่อจำลอง ออกแบบการแก้ไขตามจุดต่างๆที่เรากังวล และเมื่อคนไข้ ตัดสินใจจะไปแก้ไข ทางโรงพยาบาลวอนจินที่เกาหลี จะประเมินให้ว่าควรทำกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆท่านไหน  )

สักพักก็ได้เจอล่ามคนไทยมารับไปที่ห้องปรึกษาคุณหมอ ซึ่งสักพักจะมีพยาบาลที่ปรึกษาชาวเกาหลีมาคุยกับเราก่อน หลายคนอาจจะงง คุยไงอ่ะ คุยได้ค่ะ  เราไม่ได้ภาษาเกาหลีเลยย และ ดูเหมือนคนเกาหลีไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษด้วย   แต่ไม่ต้องห่วงเลยจ้าาาาา  เพราะว่าล่ามคนไทยนี่แหละค่ะ จะเป็นล่ามให้เราเอง ล่ามเป็นคนไทยนะคะแต่พูดภาษาเกาหลีไฟแล่บ  เป็นเจ้าหน้าที่ ที่มาประจำที่วอนจินเกาหลี และเป็นที่พึ่งของเราในทุกเรื่อง ล่ามคนไทยจะแปลทุกอย่างให้เรา ตลอดที่พยาบาลที่ปรึกษาวอนจินประเมิน และบันทึกข้อมูลสรุปเบื้องต้นให้คุณหมอ  คือประเมินสภาพความยืดหยุ่นผิวหนัง สอบถามถึงสิ่งที่เรากังวล และต้องการแก้ไข  รวมถึงประเมินว่าสิ่งที่เราต้องการคืออะไร และระบุในแฟ้มประวัติให้คุณหมออีกที ไม่นานนัก คุณหมอก็มาค่ะ

2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คุณหมอแลดูใจดีมากๆค่ะ  ค่อยๆให้เราพูดถึงสิ่งที่เราต้องการก่อน แน่นอนค่ะ คนไม่มีดั้ง อยากมีดั้งโด่งๆ และ คนไม่มีเนื้อที่ปลายจมูก ก็จะอยากมีเนื้อจมูกยื่นมาเยอะๆเป็นจงอยยื่นลงมา มีเนื้อเยอะๆ จมูกจะได้ไม่เป็นหมู และเชิดอีกต่อไป และอย่างที่บอกตั้งแต่แรก ด้วยความที่ทำการบ้านมาเยอะ ก็เซฟรูปดารามาเพียบ ในหลายๆทรงที่เราคิดว่าสวยสำหรับเรา เพราะ เอาจริงเราก็ไม่รู้ว่าหน้าตัวเองเหมาะกับจมูกทรงไหนกันแน่ แต่ที่แน่ๆ อยากมีดั้ง แต่ไม่อยากหน้าแข็ง มีทั้งรูปตัวเองหน้าสด แต่งหน้าเต็ม และ ตอนออกหน้าจอ  มาให้คุณหมอดู เราก็ค่อยๆอธิบายถึงสิ่งที่เรากังวล ล่ามคนไทยก็แปลให้คุณหมอฟังถึงความต้องการ

พูดจบคุณหมอ เอามือมาดึงหนังที่จมูกลง สอง สามที แล้วก็บอกว่า หนังที่จมูก ตึงมาก โด่งไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วนะ เสี่ยงทะลุ ไม่ใช่แค่ปลายจมูกเท่านั้นที่ทะลุได้ สันจมูกโด่งมาก ผิวบาง ก็มีสิทธิ์ทะลุได้เช่นกัน แล้วก็จะดึงหนังตาด้วย เดี๋ยวตาสวยๆจะหายไป  ( อัยหย๋า )TT โอเค โด่งแค่นี้ก็แค่นี้ แล้วปลายหมูๆของเราหล่ะ หมอรีบบอกเลย เนื้อเราไม่มี คือเชิดตัดตรงเลย จะทำได้คือ ใช้กระดูกหลังหู แต่น่าจะไม่พอ น่าจะต้องใช้กระดูเทียมเพิ่ม และ เนื้อเยื่อ เพื่อเพิ่มเนื้อส่วนปลาย แต่จะต้องใช้อะไรบ้าง ต้องรอเปิดจมูกดูอีกที ว่าจะเติมได้มากแค่ไหน  เราก็รีบบอกคุณหมอว่า เราขอเนื้อเยอะๆตรงปลายและขอโด่งหน่อย หมอก็ไม่ยอมค่ะ หมอบอกเราว่าโด่งมากไม่ได้หนังไม่มี และ ตรงที่เราอยากได้เนื้อเพิ่ม ก็จะเพิ่มมากไม่ได้ คนชอบคิดว่ายาวๆสวย แต่จริงๆจะทำให้หน้าดูมีอายุ ต้องเพิ่มแต่พอดี มากไปหน้าแก่ ที่สำคัญจะไม่ปลอดภัย หมอยังคงยืนยันเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง และแก้ไขสิ่งที่เรากังวล ตามสัดส่วนที่จะเข้ากับโครงหน้าด้วย

แม้เราจะพยายามอ้อนวอน ขอโด่งอีกนิด ประมาณคนนี้ไม่ได้หรอ และปลายพุ่งๆ แบบนี้ ไม่ได้หรอ ( เพราะเราเข้าใจว่า เห้ยย นี่เอาของเก่าออก มันน่าจะพอมีพื้นที่หนังให้ยืดได้อีกสิ ผิดค่ะ หมอก็ดีนะ ไม่รำคาญเรา พยายามอธิบายใหม่ว่า ไม่ใช่นะ คิดแบบนั้นไม่ได้ เมื่อเราเปิดจมูกเข้าไป การเลาะของเก่าออก เนื้อเยื่อจะบอบช้ำ ผิวหนังก็จะบางลง ไม่ใช่ว่าเลาะแล้วจะเหลือพื้นที่เท่าเดิม ดังนั้นจะโด่งมากไม่ได้  )

พูดจบหมอก็ให้เราหันข้าง เพื่อถ่ายรูปด้านข้างให้เห็นสัดส่วนระหว่างหน้าผาก จมูก และ คาง อัตราส่วนที่ถูกต้องหมอบอก ควรจะ ประมาณ 1.0 : 0.8 : 1.2  แล้วหมอก็วาดสัดส่วนเดียวกันใส่กระดาษปล่าว แล้วหมอก็ วาดความโด่งและความงอนสูงสุดที่เราสามารถทำได้แต่เสี่ยงด้วยสีแดง  จากนั้นวาดเส้นประสีแดงใต้เส้นสีแดงอีกที แล้วบอกว่าหมอขอครึ่งทาง ตรงนี้ได้ไหม สวยเหมือนกัน แต่ปลอดภัยกว่าไม่ต้องเสี่ยงทะลุ มาแก้ใหม่ พร้อมบอกว่าสวยขึ้นแน่นอน  หน้าเราจะทรงตรงๆโด่งๆแบบสามเหลี่ยมจะไม่สวย เพราะนั่นจมูกทรงผู้ชาย จมูกผู้หญิงต้องมีความนุ่มนวล  และด้วยข้อจำกัดของหนังหน้า ความยืดหยุ่นผิวหน้า และ ไขมันปลายจมูกของแต่ละคนตังหาก ที่จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะโด่งได้มากได้น้อยตามใจปรารถนา

พยายามอ้อนวอนขอโด่งๆ และ ปลายงุ้มๆ แต่ก็ไม่เป็นผล เอาค่ะ มาขนาดนี้ละ ในเมื่อหมอยืนยันว่าจะปลอดภัย และสวยขึ้นแน่นอน ก็เชื่อหมอค่ะ จากนั้นคุณหมอก็นัดวันผ่า วันที่ 10 ตุลาคม เวลาบ่ายโมงครึ่ง

แล้วให้ทำใจสบายๆ ไม่ต้องกังวลจะสวยแน่นอน  พวกเราก็ร่ำลาออกมาจากโรงพยาบาล แล้วก็เดินเซอร์เวย์รอบๆที่พัก ร้านอาหารเยอะมากกกกก และ แลดูน่ารับประทานทุกร้านคร้า ตะลอนๆสักพักก็กลับที่พัก

ปล. มีรูปรูปถ่ายด้านข้าง ที่หมอถ่าย วันนี้เที่ยวทำใจ คลายกังวล

 

วันที่ 9  ตุลา  พักเที่ยว ไปเมียงดง กินจิมตัก  ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน หลงแล้วหลงอีก

วันนี้พวกเรานอนเอาแรงค่ะ ตื่นกันสายโด่ง ตื่นมามีอาหารเช้าด้วยนะคะ เป็นซุปต่างๆ มีซุปฟักทองกับน้ำผึ้งด้วยนะคะ (ดีใจมาก เพราะว่า ซุปฟักทองจะช่วยให้ลดบวมได้ดีหลังการผ่าตัดค่ะ สบายเราเลย ไม่ต้องไปซื้อตามร้านขายยาละ ประหยัดเงินไปได้อีกบางส่วน  )

ตอนแรกกะว่าจะนอนทั้งวันเลย แต่กลัวหม่าม้าเบื่อ  แฟนน้องชายเลยอาสาจะเป็นดูแผนที่ พาเที่ยวเกาหลีด้วยรถไฟใต้ดิน ไปสิคะ รออะไร รีบแต่งตัว ตกลงกันว่า จะไปเมียงดง รีบไปซื้อของที่มีคนฝากซื้อให้เสร็จก่อน เพราะหม่าม้ากลัวว่าหลังผ่าตัด จะพะวงเราที่ต้องนอนพักคนเดียว เลยจะไปจัดการซื้อขิงฝากให้เรียบร้อย  แต่วันนี้ก็เรียกว่าหลงโดยสวัสดิภาพมากๆ เพราะว่า เรา หลงกันยาว ใช้เวลา 2 ชั่วโมงกว่า ถึงเมียงดง ทั้งๆ ที่เมียงดงไม่ได้ไกลเลย ต้องขอบคุณคนเกาหลีด้วย คนเกาหลีฟังเราไม่รู้เรื่อง และ ไม่พูดภาษาอังกฤษด้วย แต่เราใช้บอดี้แลงเกวช สื่อสารกัน จนเข้าใจว่า เราจะไปไหน คนเกาหลีบางคนพาเราไป ทั้งๆที่ไม่ได้จะไปทางเดียวกันเรา ส่งต่อหาคนเกาหลีให้ด้วย ให้พาเราไป ฮ่าๆ แต่สุดท้ายก็ถึงเมียงดงตามที่ตั้งใจ และได้กินจิมตักร้านดังในเมียงดงคร้า รีบกินที่อยากกิน ก่อนจะอด

พูดถึงเรื่องการเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ขอย้ำว่าเตรียมตัวก่อนผ่าตัดสำคัญมาก ก ไก่ ล้านตัวนะคะ เราเองพยายามนอนไม่เกินเที่ยงคืน งดชา กาแฟ น้ำอัดลม และ งดอาหารเสริมทุกชนิด หลายคนที่จะบอกให้งดอาหารเสริม ประมาณ  1 สัปดาห์  เราว่าไม่พอ เรางดล่วงหน้าเป็นเดือนๆค่ะ ตั้งแต่ที่ตัวเองพอมีหวัง ว่าพอมีเงินมาทำได้ ก็เริ่มงดทุกอย่าง รวมถึงอาหารทะเลด้วยนะคะ ทั้งๆ ที่ปกติชอบกินกุ้ง หอยนางรม มากๆ เรางดหมด  และ ทุกวันเราจะดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นมีกาก พยายามไม่ให้เป็นหวัด ความดันต้องปกติ เพราะเราต้องวางยาสลบ  นี่คือสิ่งที่เราเตรียมตัวเพื่อให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพราะเราจะให้หมอมาช่วยเราอย่างเดียวไม่ได้นะคะ ตัวเราเองต้องมีความพร้อมมากๆด้วย เมื่อเตรียมความพร้อมมาดีก็สบายใจได้ และ ต้องงดน้ำ งดอาหาร 8  ชั่วโมงด้วย เพราะการผ่าตัดแก้ไขจมูกครั้งนี้ถือเป็นการผ่าตัดใหญ่

 

3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

**** วันที่รอคอย ****

และแล้วก็ถึงวันผ่าตัดคร้า ตื่นเช้ามาแอบตื่นเต้นนะและไม่ลืมที่จะเอารูปที่หมอถ่ายมาลองใช้มือถือ วาดส่วนที่จะเพิ่มขึ้นว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เช้านี้ ห้ามดื่มน้ำ และ ทานอาหารเช้า จำได้ไหม อันนี้พยายามย้ำตัวเองตลอด กลัวเผลอ จากนั้นก็แต่งตัวเดินไปโรงพยาบาล นัดเจอกันที่ชั้น 18 พวกเรามาถึงก่อนเวลานัดหมายเล็กน้อย เพื่อไปรอจ่ายค่าผ่าตัดและ ค่ายาลดบวม แก้อักเสบ 15 วัน ซึ่งพี่เพียวเตรียมจัดการเรื่องนี้ให้อยู่แล้ว

( แอบแนะนำเรื่องการชำระเงินนิดหน่อยนะคะ เราจะแลกเงินวอนมาให้พอจ่ายตามที่ระบุ แล้วเราแยกใส่ซองจดหมายอย่างละซอง เวลาจ่ายจะได้สะดวกมากขึ้นนะคะ เช่น ค่าที่พัก …วอน ก็มัดมาเลย 1 ซอง ค่าผ่าตัด….. 1 ซอง ค่ายา ….1 ซอง  )

 

4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากนั้นก็มารอที่ห้องรับรองสักครู่ล่ามคนไทยก็พาไปเซ็นเอกสารก่อนการผ่าตัด รวมถึงอธิบายขั้นตอนต่างๆ สิ่งที่หมอจะทำการแก้ไข และมีหมายเหตุคือ คุณหมอพิจารณาแล้วว่าจะไม่วางยาสลบ เพราะฟื้นตัวช้ากว่า แต่จะใช้วิธีฉีดยาสลบซึ่งจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วกว่าวางยาสลบ  และจะมีวิสัญญีแพทย์อยู่ด้วยตลอดการผ่าตัด ( ดีมากค่ะ 55555 +) และที่สอง อาจมีการสวนท่อปัสสาวะ หากการผ่าตัดยาวนานกว่า 2 ชั่วโมงป้องกันการดันตัวของน้ำในช่องท้อง และการช็อค สิ่งนี้เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง  โอเคค่ะ รับทราบ และ เซ็น

เสร็จจุดนี้ล่ามคนไทยก็พาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวผ่าตัด ต้องไปล้างหน้า บ้วนปาก และไปถ่ายรูปที่ห้องถ่ายรูปเพื่อเก็บเป็นภาพก่อนทำ จากนั้นก็ไปนอนรอที่ห้องผ่าตัด ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนจากตื่นเต้นเป็นเริ่มกลัวละ เพราะใกล้ได้เวลาเข้าห้องผ่าตัด

ช่วงเวลาที่อยู่ห้องผ่าตัด ในใจนี่แอบหวั่นๆ ห้องผ่าตัดอ่ะ ไม่ใช่โรงภาพยนตร์ที่จะตื่นเต้น คือความกลัวมีอยู่แล้ว แต่เราว่าเราตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกทำที่นี่ เท่าที่เราเห็นอุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ทำให้เราใจชื้นขึ้นมาได้เยอะ เหมือนในหนังฝรั่ง อุปกรณ์อย่างเยอะ เงาวับเชียว

เวลานี้ล่ามคนไทยยังอยู่กับเราตลอดเวลาที่ยังรู้สึกตัว ใจเริ่มเต้นแรงขึ้น นางพยาบาลก้ดีนะ มาคอยบอกใจเย็นๆ ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวดีเอง  แล้วนางพยาบาลก็เริ่มมาเก็บผม ทำความสะอาดหลังหู คอ และ โพรงจมูก ติดอุปกรณ์วัดชีพจร รวมถึงการตัดขนจมูกด้วย เรียกว่าสะอาดสุดๆ คุยอะไรกันไม่รู้ จำไม่ได้ สักพัก……ก็มารู้ตัวอีกทีคืออยู่ในห้องพักฟื้นแล้ว  สวยแล้ว มีเฝือกดามจมูก ฮ่าๆ งงเลย ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก แต่พอเริ่มได้สติ แม้จะยังรู้สึกอึนๆ ช้าๆ อยู่ แฟนน้องชายก็ให้ทายว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว พระเจ้า! จำได้ว่าเหลือบมองนาฬิกาล่าสุด คือ จะ บ่าย 2 ตอนที่รู้สึกตัวคือ ทุ่มกว่าแล้วจ้า

ล่ามคนไทยบอกว่า คุณหมอใช้เวลาผ่าตัด 4 ชั่วโมง โหววว! 4 ชั่วโมง งานละเอียดอะไรเบอร์นั้น  คือส่องกระจกก็ไม่เห็นอะไรมาก รู้แค่สำลีเต็มจมูก  ห้ามเลือดไว้ และ ให้หายใจทางปาก แต่ไม่เจ็บเลย ยังไม่รู้สึกเจ็บใดๆ สรุปคร่าวๆในการผ่าตัดคือ ใช้กระดูหูข้างขวา แต่ไม่พอ ใช้กระดูกเทียม และ เนื้อเยื่อด้วย เต็มแม๊กซ์มาก  เพราะเนื้อปลายจมูกไม่มีเลย แหะๆ พอเริ่มกลับมารู้สึกปกติแล้ว ก่อนกลับนางพยาบาลก็มาถ่ายรูปหลังการผ่าตัดเก็บไว้

และ เดินกลับที่พักกับแฟนน้องชาย ตอนนี้ไม่เจ็บเลยรู้แค่ หิวข้าวมากคร้า  ซึ่งหม่าม้าก็น่ารักมากกก  แอบเอาหม้อหุงข้าวมา คือคิดว่าแม่พูดเล่น แม่เอามาจริงค่ะ ข้าวสารด้วยนะ ยอมใจสุดๆ คือมาถึงแม่ตื่นเต้นใหญ่ รีบให้กินข้าวกินยา และจัดที่นอนไว้ให้

คืนนี้ นั่งนอนค่ะ หมอนรองคอเราพกมาจากไทยเลยค่ะ ใช้นอนบนเครื่องบิน และ หนุนหลังผ่าตัดเลย คือศึกษามาเยอะ และถามคนรู้จักที่ผ่าตัดมาเยอะมาก ทุกคนแนะนำว่า นั่งนอนจะช่วยให้หายบวมเร็วขึ้น  ความบวมอักเสบจะได้ไหลลง จริงไหม ไม่รู้ แต่คืนนี้เพ่จะนั่งนอนค่ะ รวมถึง ประคบเย็น สิ่งนี้สำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กากบาทไว้เลย ประคบหนักๆ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ต้องทำ นอกเหนือจากเรื่องระวังอาหารการกิน  คือ ห้ามอาหารทะเล ของหมักดอง แต่ไก่กับไข่ เรากิน กินเยอะด้วย แผนใหม่ กินมาสร้างเนื้อเยื่อมั่นใจว่าดีก็ทำไปคร้า คืนนี้ก็จะนอนประคบเย็นจบกว่าจะหลับ  และช่วง สามสี่วันแรก จะยังมีเลือด หรือของเหลวไหลมาเป็นระยะนะคะ ที่โรงพยาบาลจะมีให้ผ้าก็อตมาคอยซับ ก้ค่อยๆ ซับเบาๆ ไปนะคะ หน้าอาจจะเครอะๆ กรังๆ นิดหน่อยค่ะ

ซุปฟักทองช่วยบรรเทาอาการบวมค่ะ

5

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สรุปอีกรอบกับสิ่งที่ต้องทำคือ ทานยาให้ครบ นอนหัวสูงๆ อย่าก้มหน้านะจ้ะ เวลาประคบเย็น ไม่ประคบโดยตรงที่จมูกน้า แต่ให้ประคบหน้าผาก และแก้ม เดี๋ยวความเย็นจะแผ่ไปเอง คอยซับเลือด ที่ออกมาทางรูปจมูก จะมีไหลออกมาได้เรื่อยๆ เลี่ยงอาหารแข็งๆไปก่อน กินอะไรง่ายๆพอ ลดการขยับปาก เลือดจะได้หยุดเร็วขึ้นค่ะ

 

หลังจากผ่าตัดวันแรกค่ะ (ขออภัยที่ภาพดูสมจริง แต่คิดว่าคนที่อยากทำศัลยกรรมต้องได้รู้คร้า)

6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

***หมายเหตุเพิ่มเติม***

ห้ามสระผม 

หลังผ่าตัด สัญญากับตัวเองว่าจะยอมไม่สระผมเป็นสัปดาห์นะคะ เพราะห้ามน้ำโดนแผลที่หลังหู ห้ามก้มหน้าลงต่ำ และ แผลที่จมูกห้ามโดนน้ำ เราตัดสินใจ ถัดผมเปียเก็บค่ะ

 

ล้างหน้า 

และเมื่อแผลห้ามโดน้ำ แล้วจะล้างหน้าแปรงฟันยังไงละคร้าาา ซื้อน้ำเกลือล้างแผลมาค่ะ อันนี้แนะนำเลย ชุบสำลีเช็ดหน้ามันๆ ที่เราไม่สามารถล้างหน้าได้ จะรู้สึกสะอาดและสิวไม่ขึ้นแน่นอน ส่วนแปรงฟัน ซื้อแปรงสีฟันเล็กๆมานะคะ เวลาแปรงจะได้ไม่ตึงปากบนมาก เพราะมันจะเจ็บแปล็บๆ เวลางุ้มปาก หรือ ใช้กล้ามเนื้อปากบน  ขนาดเวลาจะกินข้าว ยังกินช้อนเล็กๆเลยค่ะ จะได้เลี่ยงการอ้าปากมาก และ งดดดดดดดดดเลยนะคะ เม้มปากจากการทาลิปมัน  ห้ามมมม งดดดดการใช้หลอดดูด เลี่ยงทั้งหมดนี้ไปเลย หนึ่งเดือนนะคะ

 

เสื้อผ้า 

คือง่ายต่อการเปลี่ยนเสื้อผ้า หาเสื้อกระดุมหน้ามาค่ะ ไม่ก็เสื้อคอกว้างๆ จะง่ายกับชีวิตขึ้นเยอะมากๆ

 

อาหาร 

ขอย้ำอีกรอบว่า เลี่ยงอาหารเผ็ด เค็ม มัน  อาหารร้อนๆ ของหมักดอง อาหารทะเล ชา กาแฟ น้ำอัดลม เรางดต่อยาวๆ  ไข่และไก่ เรากินค่ะ

 

 

วันที่ 2 ของการผ่า (11 ตุลาคม )

ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่รู้สึกเจ็บนะคะ และไม่ค่อยบวมเลย เมื่อเทียบกับครั้งแรกที่เคยทำ มีเพียงรอยช้ำๆ รอบๆเฝือก แต่ก็ถือว่าน้อยมากค่ะ เลือดเหมือนจะหยุดไหลแล้วด้วยค่ะ แต่น้ำมูกเจ้ากรรมดันไหลไม่หยุด ค่อยๆ ซับไปค่ะ เบาๆมือ

เช้านี้ทานซุปฟักทอง และ ข้าวต้ม กับหมูฝอยค่ะ จืดๆเลยค่ะ เลี่ยงการระคายเคืองทุกชนิด ตามด้วยยา อ้อ!! เวลาดื่มน้ำ ควรงดการใช้หลอดนะคะ กระดกดื่มเอาจะดีที่สุด ควรเลี่ยงการใช้หลอดประมาณ 1 เดือนเลย คือ มันจะตึงแผลด้วย อย่าลืมว่านี่เป็นการผ่าตัดแบบเปิดจมูก คือการกรีดติ่งกลางจมูกเพื่อเปิดขึ้น และตอนนี้กำลังเย็บอยู่

วันนี้ทั้งวันก็ประคบเย็นตลอดเวลานะคะด้วยคูลแพค   และพรุ่งนี้ 11.30 น. มีนัดล้างแผล ที่ชั้น 12 ตามที่ระบุในใบนัด

 

รูปวันที่ 2 (เราว่า เราเริ่มไม่ชินหน้าตัวเองแล้ว 555)

7

*** ล้างแผลครั้งแรก ****

วันที่ 3 ของการผ่าตัดละ ( 12 ตุลาคม ) วันนี้จะต้องไปล้างแผล ต้องเดินไปโรงพยาบาล คือตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป ต้องพกผ้าปิดจมูกไปด้วยทุกครั้งนะคะ ( ผ้าปิดจมูกเราซื้อมาเองจากไทย 3 แพค คือพกติดตัวเลยค่ะ เพราะเวลาไปไหนมาไหนคือใส่ตลอดเลยนะคะ เพราะคนเกาหลีสูบบุหรี่จัดมากๆ เราไม่สูบ เหมือนสูบเลยค่ะ ฉะนั้นซื้อมาล่วงหน้าเลยนะคะ  )

การล้างแผล นี่ก็แอบเสียวๆ เพราะตอนนี้ขี้มูกและเลือดแห้งกรังติดภายในรูจมูก แต่ว่า นางพยาบาลมือเบามากนะ คือ เอาสำลีชุบน้ำเกลือ มาแช่ก่อนเลย นอนสบายๆไป แช่หลายรอบ แล้วค่อยดึงสำลีห้ามเลือดภายในออก ทำความสะอาดอีกครั้ง และ เปลี่ยนสำลีภายในให้ใหม่ รู้สึกสะอาดขึ้นเย๊อะ และป้ายยาที่บริเวณเย็บแผล แต่ยังใส่เฝือกอยู่นะ  แล้วก็ล้างแผลที่หูต่อ และพันผ้าใหม่ค่ะ

หลังจากทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย ก็มีฉีดยาฆ่าเชื้อเพิ่มที่ก้น และ ไปนอนให้ยาลดบวมเข้าเส้นต่อ อีกห้อง ช่วงนี้ นอนสบายๆ เลยค่ะ หลับปุ๋ยเลย แล้วหลังจากนั้นก้ใส่ผ้าปิดจมูกเดินกลับที่พัก มาประคบเย็นต่อ บอกเลยเราประคบหนักมากๆ ประคบทั้งวันทั้งคืน จนง่วงหลับ ( ทั้งๆที่เราไม่ได้บวมมาก  )

ปล.หลายคนจะบอกว่า วันที่ 3 คือ วันที่พีคที่สุด คือ จะบวมมากที่สุด แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวเราจะเห็นความต่างค่อนข้างชัดเจนหลังผ่านะคะ เพราะการผ่าทำจมูกครั้งแรก วันที่ 3 คือเราบวมตาปิด ลืมไม่ขึ้นเลย และ บวมมากๆ จนจำหน้าเดิมไม่ได้   แต่ครั้งนี้ เรารู้สึกปกติมาก ตั้งแต่ตื่นเดินตอนเช้า ลุ้นมากระหว่างเดินไปส่องกระจกที่ห้องน้ำ ว่าหน้าจะเป็นอย่างไร แล้วก็โล่งอก ว่า เอ้อ ไม่บวมอย่างที่คิดค่ะ ช่วงนี้น้ำมูกเราไหลไม่หยุดเลย  แต่ไม่ว่ายังไงก็ห้ามสั่งออกเด็ดขาดนะคะ ให้สูดเข้าเบาๆเท่านั้น  ย้ำเลยว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปที่อยู่เกาหลี ห้ามสั่งออกเด็ดดขาด

ตลอดทั้งวันที่ประคบมา พอตกค่ำๆก็พาแม่เดินทั่วกังนัมเวลากลางคืนค่ะ คึกคักสุดๆ ไปกินน้ำแข็งใสเกาหลีด้วยนะคะ ซอลบิงที่นี่อร่อยสุดๆ ^^

 

รูปวันที่ 3 (หน้าเริ่มประหลาด)

8

 

 

วันที่ 4 – 7 หลังผ่าตัด 

พยาบาลจะบอกว่า ให้เดินเยอะๆ การเดินเยอะๆ จะช่วยให้อาการบวม หายเร็วขึ้น  ดังนั้น พวกเราไม่รอช้า  เราวางแผนเที่ยวกัน หลายที่มากๆ ทั้งๆที่จมูกยังใส่เฝือกอยู่ค่ะ พร้อมหน้ากากอนามัยนะคะ อย่าลืมเด็ดขาด

พวกเราไปทั้งเมียงดงหลายรอบมาก  ฮงแด วัดบงอึนซา เทศกาลอ๊อกแซสวนดอกไม้ ขึ้นเขาไปดูดอกหญ้า ฮ่าๆ  พระราชวังเกาหลี นั่งดูพระอาทิตย์ตก คือ

ทุกที่คือเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดิน แล้วก็เดินไป แต่ละวันคือ เดินเยอะมาก แต่ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ เพราะอากาศเย็น เราเที่ยวกันเยอะมาก จนแอบล้มละลาย กินกันประหวัดสุดๆ เน้นกินอาหารเซ็ตๆ เพราะราคาถูกและให้เยอะ ส่วนมื้อเย็นเราจะกลับมากินข้าวต้มหมูฝอยหรือ หมูหยอง รวมถึงฟักทองต้ม

9

 

**** วันเอาเฝือกออกและ ตัดไหมภายนอก ****

เป็นวันที่ 8 หลังการผ่าตัดนะคะ

วันนี้ ตื่นเต้นมาก พอๆกับการเข้าผ่าตัดเลยจ้า เพราะจะได้เอาเฝือกออก  และ ตัดไหมภายนอก คือ ที่ปลายจมูก และ หลังใบหู ไปตามเวลานัด คือ ประมาณ 11.30 น. ที่ชั้น 12 โรงพยาบาล วอนจิน

วันนี้ได้พบคุณหมอด้วยนะคะ นางพยาบาลเริ่มที่การล้างแผลหลังหู และตัดไหมหลังหูก่อนค่ะ อันนี้ไม่เจ็บเลยจริงๆ หนังที่หูคงหนากว่ามั้ง ฮ่าๆ ต่อมาที่ปลายจมูก อื้อหือเล็กน้อย จี๊ดๆอ่ะ เวลาตัดไหม แล้วก็ทำความสะอาดใส่ยา รอคุณหมอมาถอดเฝือกค่ะ

พอคุณหมดมาช่วงถอดเฝือกลุ้นมากนะคะ เพราะเข้าใจว่าจะได้เห็นจมูกละ ว่าเป็นไง พอแกะเฝือกหมด คุณหมอบอกว่า เคสนี้เป็นเคสแก้ ก็จะมีของเหลวคั่งในจมูกเยอะหน่อย แล้วก็จับให้ดูว่า เห็นไหมช่วงรอบๆนี้ ยังมีน้ำ และเลือดคั่งอยู่ จะรีดของเหลวตรงนี้ออกให้นะ จะหายเร็วขึ้น

สิ่งที่คุณหมอบอกคือเทคนิคเจาะน้ำออกเนี่ยแหละค่ะ ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าแล้วคุณหมอก็เอาเข็มมาจิ้มที่บริเวณหัวคิ้ว ข้างขวา แล้วก็รีดน้ำไล่ขึ้นมา ทีละข้าง ก่อนจะเจาะที่หัวคิ้วข้างซ้าย แล้วรีดของเหลวไล่ขึ้นมา  ไม่น่าเชื่อว่า ความรู้สึกคือ อือหือที่สุด วิธีนี้ค่อนข้างเจ็บเลย แต่รู้สึกได้ว่าน้ำปรี้ดๆ ออกมา เยอะมากพอควร หมอรีดอยู่สักพัก ก็เอากระจกมาให้ส่อง โอ้โห ตอนแรกตกใจมาก คือ มันแห้ง แบนน ติดผิวเลย เห็นขนาดสันซิลิโคนอันใหม่ เล็กนิดเดียว  หมอคงเห็นหน้าเราตกใจ ที่เนื้อแบน  หมอเลยรีบบอกว่า เดี๋ยวเนื้อจะพองขึ้นมาปกติไม่ต้องตกใจ รีดออกของเหลวที่คั่งให้แล้ว จะหายเร็วขึ้นนะ พร้อมบอกกับล่ามคนไทยที่คอยเป็นล่ามให้เราต่อว่า ให้ทำใจสบายๆ เก่งมากแล้ว เพราะว่าร่างกายฟื้นตัวเร็วมาก ไม่มีปัญหาอะไรให้ต้องกังวลใจ ในการผ่าตัดเอาของเก่าออกให้แล้ว เปลี่ยนอันใหม่ ที่ไม่แข็งเท่า และใช้กระดูกหูข้างขวามาเติมส่วนที่เราไม่มีให้แล้ว หมอไม่ทำโด่งให้นะ เพราะหนังบนหน้าตึงได้แค่นี้แล้ว และต้องเผื่อหนังมายืดที่ส่วนปลายอีก แต่จะสวยขึ้น และ ดีกว่าเดิมแน่นอน …. นึกในใจ เอ้อ คุณหมอตอบเองหมดยังไม่ทันถาม คงรู้ทันว่าเราจะถามอะไร 555555

หลังจากรีดเลือดแล้วก็ทำความสะอาด ทายาอีกครั้งก่อนที่จะยังแปะสก๊อตเทปผ้าดามจมูกต่ออีก 3 วัน  แต่ไม่ต้องใส่เฝือกแล้ว ครบกำหนด 3 วันก็ให้แกะออกเองได้เลย  ส่วนแผลที่หู ทายา และ ติดพลาสเตอร์กันน้ำไว้ เลี่ยงโดนน้ำต่ออีก สามวัน  แต่ล่ามคนไทยบอกว่า ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ สระได้ แต่รีบซับให้แห้งนะ ซึ่งทนมาขนาดนี้แล้ว อีกสามวันจะเป็นไรไป ไม่สระผมจ้า เน่ายาวๆ ไป ดีนะ ที่อากาศที่นี่ไม่ร้อน หัวเลยไม่เหม็น กลิ่นตัวยังไม่มีเลยจ้า

หมายเหตุ… ห้ามแกะ ห้ามแคะภายในรูจมูกนะคะ แม้จะรู้สึกเหมือนมีขี้มูกแห้งกรังในรูจมูก เน้นหายใจทางปากสลับไปก่อนนะคะ เพราะภายใน คุณหมอใส่เพจดามสันจมูกไม่ให้เบี้ยวไว้อยู่ ห้ามซนไปยุ่งกับส่วนนี้เด็ดขาด

10

ประคบเย็นต่อหนักๆ

**** ช่วงวันที่ 9 และ 10 หลังผ่า เราประคบเย็นต่อ 

ประคบเย็นหนักมาก ตั้งแต่ตื่นนอน เพื่อช่วยให้การระบมจะจากรีดเลือดฟื้นตัวเร็วขึ้น  และยังระมัดระวังเรื่องอาหารเหมือนเดิม  แต่ยังไม่วายไปเที่ยวคร้า ช่วงนี้อากาศเย็นลงอีก ชอบมาก เดินเอาหน้าสู้ลม  แฟนน้องชายเป็นคนเสาะหาที่เที่ยวต่อไป ก็ตามน้องไปเที่ยว เดินเยอะมาก ๆ เหมือนเดิม และไม่ลืมที่จะใส่ผ้าปิดจมูกอยู่ตลอดเวลา ช่วงนี้ เวลามีน้ำมูกไหลออกมาจากจมูก เราจะยังไม่ค่อยรู้สึกนะคะ จะยังชาๆ ที่ปลายจมูก ฉะนั้น คอยสังเกตดีๆจะ ได้คอยซับออกค่ะ พรุ่งนี้แล้วจะได้รู้กันว่า  แกะผ่าออกจะเป็นอย่างไร ตื่นเต้นมาก อยากเห็นแล้ว

11

 

เห็นจมูกตัวเองอย่างเป็นทางการ

**** ครบ 11 วันหลังผ่าตัด ****

ตื่นมาวันนี้ อันดับแรกที่ทำคือ ขอเถอะ สระผม ฮ่าๆๆ

หม่าม้าเป็นคนสระให้ค่ะ น่ารักที่สุด  แต่ยังเลี่ยงการก้มหน้านะคะ มันจะรู้สึกหน่วงๆ เราใช้วิธีเงยหน้า สระผมค่ะ สระผมเสร็จก็เพิ่งจะได้อาบน้ำ ที่ผ่านมาเช็ดตัวอย่างเดียวค่ะ  คือ รู้ตัวเองว่าเป็นคนซุ่มซ่าม เปิดฝักบัวผิดๆ ถูกๆประจำ ยิ่งระวังยิ่งพลาด ตัดปัญหา  เช็ดตัวโลด หลังจากสบายเนื้อตัวเรียบร้อยแล้ว ก็เป่าผม แล้วก็ถึงช่วงนาทีระทึกใจ

หม่าม้ากับแฟนน้องชายก็ลุ้นไปด้วย เพราะว่า กลัวเราจะแกะพลาสเตอร์แรงไปแล้วจมูกเบี้ยว  ( มานึกได้กันทีหลังว่า ยังใส่เพจดามอยู่ จะเบี้ยวได้ไง 555 )

หูยเห็นจมูกตัวเองครั้งแรกคือ ไม่อยากให้ยุบแล้วเลยอ่ะ อยากให้คงสภาพนี้ต่อไป คือยังบวมอยู่นะคะ แต่เล็กกว่าตอนรีดเลือดมาก  ยังไม่เห็นสันจมูกชัดนัก แต่ปลายพุ่งมาก ชอบมาก ๆ ไม่อยากให้ยุบเช่นกัน ทำได้ธรรมชาติดีค่ะ ไม่สันแข็งน้องซิลิเลยแม้แต่น้อย

คือดูด้วยตา แอบรู้สึกเหมือนไม่มีดั้ง แต่ถ่ายรูปเข้ากล้อง เอ้อ มีสันจมูกนะจ้ะ  ตอนนี้เท่าที่ถ่ายรูปมุมต่างๆ ด้านข้างสวยมาก และ จมูกไม่เชิดอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าถ่ายหน้าตรง หน้ายังประหลาดๆอยู่ เพราะยังไม่ชินหน้าตัวเอง แต่ว่างานดีมากจริงๆ ดีใจมาก สำหรับเราคือสวยกว่าที่เราคิดไว้เยอะ และ ยืดจมูกออกมาได้เยอะจริงๆ  ไม่รีรอรีบส่งรูปจมูกไปอวดป๊าที่เมืองไทย และเพื่อนๆ

เพื่อนๆที่สนิทกัน งงว่า ทำไมฟื้นตัวเร็วมาก แผลดูหายเร็วมาก เข้าที่เร็วมากๆ หมอต้องเก่งมากๆแน่ๆ เป็นอันว่าแฮปปี้ดี๊ด๊า แล้วก็รีบออกไปเที่ยวต่อคร้า เน้นเดินๆๆๆๆๆๆๆๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือครีมของวอนจิน  เป็นเวชสัมอางค์ค่ะไม่ต้องห่วงสำหรับคนแพ้ง่าย คือปกติเป็นคนหน้าแห้ง ก่อนมาเกาหลี ช่วงเตรียมสภาพผิว ลองใช้ เซรั่มเม็ดบีท Cellium และครีม Dr.Jin ตัวเติมน้ำ และเติมอาหารให้ผิว เพื่อให้เซลล์ผิวแข็งแรง ผิวจะได้ยืดหยุ่นและ ไม่แห้งกร้าน

ตอนก่อนผ่าตัด ก็ใช้ตลอด ระหว่างที่ยังใส่เฝือก เราก็ใช้เวชสำอางค์นี้มาตลอดเช่นกัน เพราะอากาศที่เกาหลีเย็น จนผิวเราแห้ง แต่ตัวนี้เอาอยู่  ที่หนักกว่านั้น คือ ช่วงที่แกะพลาสเตอร์ออก ช่วงบริเวณสันจมูก แห้งลอกมาก ๆ ครีมตัวนี้เอาอยู่นะคะ แนะนำเลย ดีมากจริงๆ สร้างมาสำหรับคนที่ผิวไม่อุ้มน้ำให้ชุ่มชื้นจากภายใน โดยไม่ทำให้หน้ามัน และคนหน้ามันก็ใช้ได้นะคะ เพราะว่า เป็นครีมที่จะซึมลงไปในผิว  คือติดใจมากๆ ซื้อกลับไทยหลายขวดเลยจ้า  ครีมนี้ท้าให้ลองเลย คือ ปกติที่ต้องการครีมบำรุงดีๆควรใช้ ยิ่งใครจะทำศัลยกรรม ยิ่งต้องใช้ค่ะ เพื่อที่จะได้เตรียมผิวให้พร้อม และ ช่วยฟื้นฟูหลังทำนะคะ

ส่วนพรุ่งนี้เป็นวันตัดไหมภายใน ที่ตื่นเต้นอีกเหมือนเคย ไม่ใช่อะไรนะ กลัวเจ็บ ฮ่าๆๆๆ แต่ตอนนี้ก็อยากกลับบ้านใจจะขาดแล้วคร้า

 

12

**** ตัดไหมภายในจมูก ****

ครบ 12 วัน หลังการผ่าตัด  เวลาผ่านไปไวมากๆ มาถึงวันที่ทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังรู้สึกว่า เพิ่งตัดสินใจจะมาทำที่เกาหลีไม่นานนี้เอง คุณหมอนัดตัดไหมเย็นเลยค่ะ วันนี้ คือ นัด 6 โมงเย็น ที่โรงพยาบาลวอนจิน ชั้น 12  เจอหน้าหมอครั้งแรก หมอยิ้มแฉ่งเลย หมอบอกว่า ฟื้นตัวเร็วมากๆ สวยๆ ว่าแล้วหมอก็เช็คสันจมูกก่อนเลยค่ะ ไล่ดูสันที่ปลายจมูก โอเค ไม่เบี้ยว แล้วตามด้วย ล้างรูจมูก และ ดึงเพจที่ดามไว้ออก

ช่วงเวลานี้คือ ฮัลเลลูยามาก หายใจโล่งงงงงง ปลอดโปล่งสุด ๆ แต่ยังไม่หมดค่ะ ยังไม่ได้ตัดไหม ฮ่าๆ หมอบอกว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดีมาก ถามเราว่าชอบไหม เราบอกว่าชอบมาก เวลายุบจะดั้งน้อยกว่านี้ไหม ถามตอบว่า จะเห็นสันชัดขึ้น เมื่อผิวหนังเริ่มรัดแกนนะ เดือนแรกห้ามใส่แว่น หรือทำอะไรที่มายุ่งกับจมูก ไม่กด ไม่ทับ  แล้ว 3 เดือน จะเห็นทรงจมูกชัดเจนเอง

ก่อนจากกันขอถ่ายรูปกับคุณหมอไว้เป็นที่ระลึก แล้วก็มาฮึบเฮือกสุดท้ายในการตัดไหมมมมม นางพยาบาลห่วงเราตลอด ถามเราโอเคไหม จะตัดต่อแล้วน้า เราเลยบอกล่ามคนไทยว่า บอกนางพยาบาลที ไม่ต้องห่วงเรา รีบตัดๆๆ ให้หมดเลย เราทนไหว ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวบอกเอง นางพยาบาลละเอียดมากกจ้า หลังจากตัดไหมเสร็จทุกอย่างนางพยาบาลก็ทายาให้  และให้ยามาทาต่ออีกตลับหนึ่ง สำหรับ เช้า และ ก่อนนอน สภาพจมูกตอนนี้คือ เป็นรอยแดงๆนะคะ แต่ว่า เชื่อมติดกันแล้ว โดนเฉพาะที่ปลายจมูก คือเป็นรอยแดงๆรอบๆ แต่ไม่เป็นคีลลอยด์ นะคะ หลายคนจะกลัวเป็นแผลเป็น ตอนนี้ก็คอยทายาที่นางพยาบาลให้มาค่ะ แล้วก็เดินเที่ยวต่อรอบกังนัม แฟนน้องชายต้องไปตามซื้อของฝากกลับไทย เพราะพรุ่งนี้จะได้กลับไทยแล้วค่ะ อัพเดทแผลที่หูตอนนี้ก็แห้งแล้วนะคะ หลังอาบน้ำ จะพยายามซับให้แห้งเอา แผลก็เริ่มตกสะเก็ดแล้วค่ะ

สำหรับบางคนที่มานานไม่ได้  ก็คือต้องอยู่อย่างน้อย  7 วัน เพื่อเอาเฝือกออก และ ตัดไหมภายนอก แต่ว่าเสี่ยงอักเสบนะคะ  เพราะว่า การผ่าตัดแบบโอเพ่นจะมีไหมภายใน จะมีเพจดามไว้ข้างใน สิ่งเรานี้จะเมื่อเจอความกดอากาศบนเครื่องบิน จะทำให้บวม อักเสบ และ หายช้านะคะ แต่ทำได้ไหม ที่จะบินกลับเลย ภายใน 7 วัน สามารถทำได้ กลับไปก็ไปให้โรงพยาบาลในไทย ตัดไหมภายในออกให้ได้ค่ะ

ตัดไหมภายในจมูกเสร็จ…พวกเราก็ไปสูดอากาศดีๆต่อ นี่เป็นวันที่หายใจโล่งที่สุดตั้งแต่มา เพราะเอาเพจเล็กๆที่ดามในจมูกออก

13

 

**** เดินทางกลับไทย ****

ครบ 13 วัน หลังการผ่าตัด

Check out เที่ยงตรงค่ะ  พร้อมเดินทางไปสนามบิน อินชอน เพื่อเดินทาง กลับบ้านคร้า ยังคงใส่หน้ากากอนามัยนะคะ เพราะสนามบินคนเยอะ และ หลายคนไอ จามกันไม่ปิดปากเลย เพิ่งตัดไหมเมื่อวาน แผลแห้งแต่ก็น่าจะยังไม่แห้งสนิทดี ดังนั้น ปลอดภัยไว้ก่อนนะคะ ใส่ไปเถอะ อดทนอีกนิดคร้า

^^  และในที่สุดก็ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ เวลา 4 ทุ่มกว่าๆค่ะ  เราเลือกกลับวันนี้  เพราะเป็นวันเสาร์ จะได้พักวันอาทิตย์อีก หนึ่งวัน ก่อนจะไปทำงานนะคะ Start svn

 

**** กลับมาทำงานวันแรก **** และ ภาพ Before & After  ****

วันนี้ครบ 15 วันแรกหลังการผ่าตัด

กลับมาทำงานวันแรกค่ะ วันนี้ เน้นแต่งหน้าอย่างเบามือ คือ ทากันแดดแล้วทาแป้งอัดแข็งเลย เน้นว่าอย่างเบามือนะคะ เพราะว่า แม้ว่าแผลภายนอกจะดูหายเร็วมาก แต่เชื่อว่าภายในจะยังบอบช้ำ ต้องค่อยๆใช้เวลาค่ะ ช่วงนี้ ห้ามให้ใครมาดึงดั้ง หรือ มาจับดั้งนะคะ และที่สำคัญ เวลาสัมผัสผิวหน้า อาจจะมีความรู้สึก เจ็บแปล้บๆ ได้บ้าง เป็นเรื่องปกติค่ะ

หลายคนเมินการสวัสดีของเรา เพราะยังไม่ชินหน้า แต่จำเสียงเราได้ซะส่วนใหญ่ ส่วนพี่ๆ ช่างแต่งหน้าทำผม ที่คุ้นเคยกันอย่างดีบางคนก็จำไม่ได้ค่ะ 55555+   แต่พี่ๆบอกว่า เป็นการทำที่ประสบความสำเร็จนะคะ เพราะว่าทำออกมาหน้าหวานขึ้นมาก และปลายสวยมากๆ พอเข้าที่จะดูธรรมชาติมากๆ แน่เลยค่ะ บางคนก็คิดว่าไปทำตาและ คางมาด้วย ซึ่งจริงๆไม่ได้ทำนะคะ แต่น่าจะเป็น เพราะรั้งหนังตา ช่วงหัวตา เลยทำให้ดูตาสองชั้น ชัดมากขึ้น  และปลายจมูกที่ทำเพิ่ม มารับกับคางพอดี เลยทำให้สัดส่วนต่างๆ ชัดมากขึ้นค่ะ

ได้รับเสียงตอบรับดีแบบนี้ คนทำก็ปลื้มใจ และคิดว่าตัดสินใจไม่ผิด ที่ลงทุนไปถึงเกาหลี เพราะฝีมือของหมอไม่ธรรมดาจริงๆ งานแบบนี้เป็นงานศิลปะบนใบหน้านะคะ ที่จะปรับแต่งให้สวยในแบบฉบับของตัวเอง ให้เข้ากับโหนก และคาง หลายๆส่วนบนหน้าของเราต้องรับกับ จะโด่งมากไปก็ไม่ได้ บางทีก็สงสัยว่าหมอกะยังไงว่า เวลามันยุบ จะเหลือแค่ไหนถึงจะสวย  เพราะบางคนบวมมาก บวมน้อยไม่เท่ากันอีก แต่ที่แน่ๆ หมอกำสัดส่วนได้พอดี ไม่เวอร์ และเป็นธรรมชาติมากๆ หน้ากลับมามีมิติเชียวค่ะ

**** และนี้ภาพเปรียบเทียบ Before & After นะคะ ****

14

15

 

 

*** และนี้คือครบ 2 เดือนค่ะ ****

16

 

รูปชัดๆค่ะ

17

 

บางคนชอบบอกว่าการศัลยกรรมขึ้นอยู่กับดวง ดวงจะกำหนดว่าทำออกมาสวยหรือไม่ เพราะว่าบางทีหมอเก่งๆยังพลาดได้ 

สำหรับเราถ้าเป็นดวงจริงๆ เราก็คงดวงดีที่ได้หมอคนนี้มาปรับแก้โครงสร้างจริงให้ดีขึ้นกว่าเดิม และดวงดีที่หมอรู้ลิมิตความยืดหยุ่นของคนไข้ แม้จะอ้อนวอนเอาโด่งแค่ไหน หมอก็ยังเน้นที่ความปลอดภัยเป็นหลักอยู่ดี แถมสัญญาว่าจะทำให้สวยอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ทั้งนั้น จะบอกว่าดวงก็กำหนดได้นะคะ ถ้าคนไข้รู้จักช่วยคุณหมอดูแลตัวเอง เตรียมตัวเองมาดีๆ เตรียมผิวมาดีๆ และ งดอาหารแสลงตามที่หมอแนะนำ  และ ปฏิบัติตัวหลังผ่าอย่างเคร่งครัด ทานยาให้ครบตามใบสั่งแพทย์ ช่วยกันคนละครึ่งทางแบบนี้ ยังไงก็สวยอย่างปลอดภัยค่ะ ^^

ปรึกษาหลังไมค์ได้นะคะ IG : ninnillaya แต่เราจะไม่ตอบเรื่องค่ารักษานะคะ แต่ละคนไม่เท่ากัน อยู่ที่ความยากง่าย ถ้าถามเรื่องการใช้ชีวิต หรือ ตอนที่อยู่เกาหลีได้ค่ะ

 

ที่โรงพยาบาลวอนจิน เราคือผู้เชี่ยวชาญความสวยงาม ที่ออกแบบและทำศัลยกรรมให้เหมาะกับโครงสร้างของคนไข้แต่ละคน สนใจปรึกษาศัลยกรรม ขอคำแนะนำฟรีได้ที่ Wonjin@Embassy ชั้น 4 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ โดยโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ที่ 02-160-5683,097-251-5683 หรือที่ Official Line ID :@wonjinthailand

ให้วอนจินสร้างรอยยิ้มให้กับคุณคนใหม่


Related Posts